#rookii
ใช้เวลาอ่าน 2 นาที
30 Jul
30Jul

ตัวรีวิวนี้เราต้องแยกออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่เน้นในด้านเกมเพลย์ เนื้อเรื่อง ระบบ และอื่นๆ ตามแบบรีวิวปกติ และส่วนที่เน้นในด้านของ Performance ของตัวเกมที่มาลงบน Switch ในเวอร์ชั่นที่แตกต่างจากเครื่องอื่นในชื่อห้อยท้ายว่า Definitive Edition ที่มัดรวม DLC ไปด้วยในตัว


- - - - - - - - - - - - - -
Gameplay และ ระบบ
- - - - - - - - - - - - - -

ในขณะที่เกม Sonic 3D ภาคก่อนหน้านี้มักเป็นด่านเส้นตรงจากจุด A ไปจุด B แต่ในภาค Frontiers ตัดสินใจขยายขอบเขตสู่แนวทาง Open-Field หรือแผนที่แบบกึ่งโอเพนเวิลด์ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร การวิ่งออกสำรวจโลกกว้างแห่งนี้ทำได้สอดคล้องกับความสามารถและสปีดของโซนิคอย่างเหลือเชื่อ

.

เกมเพลย์ไม่ได้มีแค่การวิ่งเก็บแหวน แต่ถูกแทรกไว้ด้วยกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำมินิเกมแก้ปริศนาเพื่อปลดล็อกพื้นที่ การสไลด์ไปตามราง หรือแม้กระทั่งการต่อสู้กับบอสไซส์ยักษ์ที่ต้องใช้จังหวะปัดป้องและการพุ่งโจมตี

.

และสำหรับคนที่ชอบแนวทางสไตล์การเล่นแบบคลาสสิก เกมก็ยังได้สอดแทรกด่านสไตล์ดั้งเดิมไว้ภายในจุดวาร์ปหรือ Cyber Space ที่มอบกลิ่นอายความคิดถึงแบบเต็มเปี่ยม และออกแบบมาได้ดีมากด้วย


- - - - - - - - - - - - - -

เนื้อเรื่อง และ บรรยากาศ

- - - - - - - - - - - - - -

สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำมาได้ดีมากเลยก็คือการนำเสนอเนื้อเรื่องที่มีความเข้มข้น มีปมปริศนาที่ชวนติดตาม และมีการปรากฏตัวของผองเพื่อนร่วมซีรีส์ การดำเนินเรื่องและการต่อสู้แต่ละฉากถูกยกระดับความยิ่งใหญ่ด้วยดนตรีประกอบอลังการ ที่ช่วยบิลด์อารมณ์ในขณะที่คุณกำลังสู้กับบอสหรือไขปริศนาไปทั่วทั้งแผนที่


- - - - - - - - - - - - - -

ความคุ้มค่าของ Definitive Edition

- - - - - - - - - - - - - -

อย่างที่บอกไปคือตัวเกมเวอร์ชั่นนี้คือการมัดรวม DLC ที่เคยมีทั้งหมดมาไว้ให้ครบทั้งแพ็กเกจชุด คอนเทนต์มอนฮัน ไปจนถึง Explorer Treasure Box ซึ่งมันคือกล่องสมบัติไอเทมสุดโกงที่มอบหัวใจหรือทรัพยากรให้แบบเหลือเฟือ เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลาฟาร์ม ปั่นเนื้อเรื่องและเล่นด่านรัวๆ ไปได้เลย

.

นอกเหนือจากตัวเกมแล้ว เราจะยังได้ไอคอนแยกสำหรับ Artbook และ Mini Soundtrack มาให้เปิดดู Art Work และฟังเพลงจากของเกมกันได้โดยไม่ต้องเข้าตัวเกมหลัก


- - - - - - - - - - - - - -

Performance และความคุ้มค่าบน Switch 2

- - - - - - - - - - - - - -

ตัว Definitive Edition จะมาพร้อมกับ 2 โหมดให้เลือกปรับ คือ โหมด Performance จะรันเฟรมเรตอยู่ที่ประมาณ 60 FPS แบบไม่ล็อก ด้วยความละเอียด 720p และ โหมด Quality: จะเน้นความคมชัดของภาพที่ 1080p แต่เฟรมเรตจะถูกล็อกไว้ที่ 30 FPS

.

จากที่ได้เล่น ด้วยตัวเกมเพลย์และการเคลื่อนไหวของ Sonic ทำให้โหมดที่ควรเลือกเล่นคือโหมด Performance มากที่สุด แม้ Resolution อาจจะไม่คม ภาพแตกและเบลอ และยังมีอาการ Pop-up ของสิ่งของ พุ่มหญ้าหรือฉากหลัง แต่การแลกมาด้วย 60 FPS ทำให้ความเร็วไม่สะดุดและสบายตามากกว่าเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเล่นในโหมดพกพา ขนาดจอที่เล็กลงจะช่วยพรางรอยหยักและความหยาบของภาพได้ดีกว่า

.

และสำหรับใครที่มีตัวเกมเวอร์ชัน Switch 1 จะไม่สามารถอัปเกรดมายังเวอร์ชัน Definitive Edition นี้ได้นะครับ แต่ยังสามารถโอนย้ายไฟล์เซฟมาเล่นต่อได้หากทำการซื้อตัวเกมเวอร์ชัน Switch 2 นี้ใหม่


- - - - - - - - - - - - - -

สรุป

- - - - - - - - - - - - - -

หากมองข้ามเรื่องคุณภาพกราฟิกที่อาจจะยังรีดเร้นพลังของเครื่อง Switch 2 ออกมาได้ไม่สุด และเอาตรงๆ เลยคิดว่าไหนๆ ก็ทำเวอร์ชั่นเฉพาะแล้ว น่าจะมีการปรับแต่งให้มาลงได้ดีกว่านี้ ทั้งด้าน Performance และ Quality ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฐานเกมเดิมถูกสร้างมาให้เป็นเกมของยุค Last Gen หรือเปล่า แต่ด้านเกมเพลย์ ระบบ เนื้อเรื่อง และอื่นๆ รวมถึงความคุ้มค่าของ Sonic Frontiers: Definitive Edition ต้องยอมรับว่าเป็นเกมที่ดี เป็นเกม Action Adventure ที่สนุก ลื่นไหล มีอะไรให้ทำและสำรวจเยอะมาก และมีราคาแค่ 1,390 บาท ใน eShop ทำให้เกมนี้มีความคุ้มค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นแฟนเดนตายของโซนิค หรือแค่คนที่กำลังมองหาเกม Open-Field สปีดเร้าใจสักเกม นี่คือเกมที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่พาไปเล่นนอกบ้านได้แบบมันส์ๆครับ

- - - - - - - - - - - - - -

Reviewer:  #rookii

ขอขอบคุณทาง SEGA Asia ที่ให้เกมเรามาได้รีวิวกันด้วยนะครับ


ความคิดเห็น
* อีเมลจะไม่ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์